วางแผนภาษีวางแผนการเงิน3 ต.ค. 2569 • อ่าน 6 นาที

ลดหย่อนภาษี 2569 ต้องซื้อเท่าไหร่? อย่าเริ่มจากสิทธิ์ ให้เริ่มจากแผน

โดย วิกรณ์ คุณศรีรักษ์สกุล นักวางแผนการเงิน CFP® — vikorn.planner

ลดหย่อนภาษี 2569 ต้องซื้อเท่าไหร่? อย่าเริ่มจากสิทธิ์ ให้เริ่มจากแผน

ช่วงปลายปี คำถามที่หลายคนเริ่มคิดคือ "ปีนี้ยังเหลือสิทธิลดหย่อนอะไรบ้าง?" แล้วก็มักจะตามมาด้วยคำถามว่า "ถ้าซื้อเพิ่มอีกเท่าไหร่ จะประหยัดภาษีได้มากที่สุด?"

คำถามเหล่านี้ไม่ผิดครับ แต่ถ้าเราเริ่มจากตรงนี้ทันที เราอาจกำลังแก้โจทย์เรื่องภาษี โดยไม่ได้ดูโจทย์ที่ใหญ่กว่านั้นว่า เงินของเรามีหน้าที่อะไร และแผนการเงินของเราต้องการอะไร

ดังนั้น คำตอบของคำถามว่า "ลดหย่อนภาษี 2569 ต้องซื้อเท่าไหร่?" จึงไม่ใช่ตัวเลขเดียวสำหรับทุกคนครับ บางคนอาจไม่จำเป็นต้องซื้อเพิ่มเลยก็ได้

"ลดภาษีได้ ≠ ประหยัดเงินได้จริง"

ลดภาษีได้ ไม่ได้แปลว่าเงินเราดีขึ้นทันที

ลองคิดง่าย ๆ ครับ หากคุณมีเงิน 100,000 บาท และนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ที่มีสิทธิลดหย่อนภาษี คุณอาจได้ประโยชน์ทางภาษีตามฐานภาษีและเงื่อนไขของตัวเอง

แต่ในเวลาเดียวกัน เงิน 100,000 บาทนั้นก็ถูกนำไปทำหน้าที่บางอย่าง เช่น ลงทุนระยะยาว หรือจ่ายเบี้ยประกันตามสัญญา

เพราะฉะนั้น คำถามที่สำคัญกว่า "ลดภาษีได้เท่าไหร่?" คือ

"หลังจากจ่ายเงินก้อนนี้แล้ว แผนการเงินของเรายังแข็งแรงอยู่หรือไม่?"

คำตอบสำหรับคำถามในชื่อบทความ

ไม่มีจำนวนที่ "ต้องซื้อ" สำหรับทุกคน

สิทธิภาษีเป็นเพียงเพดานที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่เป้าหมายที่บอกว่าเราต้องซื้อให้เต็ม หากเงินก้อนนั้นยังจำเป็นกับสภาพคล่อง เงินสำรอง หรือเป้าหมายระยะสั้น การไม่ใช้สิทธิ์ทั้งหมดอาจเหมาะกับแผนของเรามากกว่า

ตัวเลขที่ควรรู้ ก่อนตัดสินใจซื้อ

สำหรับปีภาษี 2569 มีตัวเลขบางส่วนที่ช่วยให้เห็น "ขนาดของสิทธิ" แต่ไม่ควรตีความว่าเป็นจำนวนเงินที่เราต้องซื้อ

ผลิตภัณฑ์เพดานลดหย่อน (โดยสรุป)
RMFลดหย่อนได้ตามจริงไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาท โดยต้องพิจารณาเพดานรวมของกลุ่มการออมเพื่อเกษียณด้วย
Thai ESGสำหรับการซื้อในช่วงปี 2567–2569 ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 300,000 บาท โดยมีเงื่อนไขการถือครอง
ประกันเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปไม่เกิน 100,000 บาท และเบี้ยประกันสุขภาพตนเองไม่เกิน 25,000 บาท โดยสุขภาพต้องรวมกับชีวิตแล้วไม่เกิน 100,000 บาท

ตัวเลขข้างต้นเป็น "ขอบเขตสิทธิ" ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อเต็มวงเงิน และแต่ละประเภทมีเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ต้องตรวจสอบก่อนใช้สิทธิ์

🧮 เครื่องมือที่เกี่ยวข้อง

ลองคำนวณพื้นที่สิทธิของคุณ: ใช้ เครื่องมือคำนวณสิทธิลดหย่อนภาษีกองทุน 2569 ดูว่าหลังหักกลุ่มเกษียณ 500,000 บาทแล้ว ยังเหลือพื้นที่สิทธิ RMF / Thai ESG / Thai ESGX เท่าไหร่ (พื้นที่สิทธิที่เหลือ ไม่ใช่จำนวนที่ควรซื้อ)

ก่อนซื้อ ควรรู้ 5 ตัวเลขของตัวเอง

  1. รายได้ทั้งปี — อย่าดูเฉพาะเงินเดือนเดือนล่าสุด เพราะทั้งปีอาจมีโบนัส ค่าคอมมิชชั่น หรือรายได้อื่นเข้ามาด้วย
  2. ค่าใช้จ่ายและเงินที่ต้องใช้ — แยกเงินสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ เงินสำรองฉุกเฉิน และเป้าหมายระยะสั้นออกก่อน
  3. เงินได้สุทธิที่ใช้คำนวณภาษี — ภาษีไม่ได้คิดจากเงินเดือนทั้งก้อนแบบตรง ๆ แต่ต้องผ่านการหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามหลักเกณฑ์
  4. สิทธิลดหย่อนที่ใช้ไปแล้ว — รวมสิทธิที่มีอยู่ก่อนแล้ว เพื่อไม่ประเมินวงเงินจากความรู้สึกหรือจากโฆษณาผลิตภัณฑ์
  5. เงินสดที่พร้อมนำไปวางแผนจริง — สิทธิลดหย่อนที่เหลืออยู่ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องใช้สิทธิ์ให้เต็มทุกบาท

ตัวอย่าง: เงินเดือน 100,000 บาท ไม่ได้แปลว่าซื้อเพื่อลดภาษี 100,000 บาทแล้วจบ

สมมติคนหนึ่งมีเงินเดือน 100,000 บาทต่อเดือน สิ่งที่ไม่ควรทำคือเอา 100,000 บาทไปคูณด้วยอัตราภาษี แล้วสรุปทันทีว่า "ซื้อเพิ่มเท่านี้จะประหยัดภาษีเท่านี้"

การคำนวณจริงต้องดู รายได้ทั้งปี ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และเงินได้สุทธิ รวมถึงดูด้วยว่าเงินก้อนนั้นนำไปใช้กับสิทธิประเภทใด และอยู่ภายใต้เงื่อนไขอะไร

ดังนั้น ถ้าคุณกำลังจะซื้อ RMF, Thai ESG หรือผลิตภัณฑ์ประกันเพื่อวัตถุประสงค์ทางภาษี อย่าเพิ่งเริ่มจากการถามว่าเหลือวงเงินเท่าไหร่ ให้เริ่มจากการถามว่า

"เงินก้อนนี้ควรทำหน้าที่อะไรในแผนการเงินของเรา?"

วางระบบก่อนเลือกอุปกรณ์: คิดแบบวิศวกร

เวลาวิศวกรออกแบบระบบ เราไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า "อุปกรณ์ตัวไหนดีที่สุด?" แต่เริ่มจาก Requirement ก่อนว่า ระบบต้องทำอะไร รับโหลดเท่าไหร่ มีความเสี่ยงตรงไหน และถ้าส่วนสำคัญล้มเหลว ระบบยังทำงานต่อได้หรือไม่

การวางแผนการเงินก็เหมือนกันครับ

  • เป้าหมายคืออะไร?
  • ต้องใช้เงินเมื่อไหร่?
  • รับความผันผวนได้แค่ไหน?
  • มีเงินสำรองเพียงพอหรือยัง?
  • มีความคุ้มครองความเสี่ยงที่จำเป็นหรือยัง?
  • แล้วจึงค่อยเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม

Checklist ก่อนซื้อเพื่อลดหย่อนภาษี

  • ฉันรู้หรือยังว่ารายได้และเงินได้สุทธิของตัวเองประมาณเท่าไหร่?
  • ฉันใช้สิทธิลดหย่อนอะไรไปแล้วบ้าง?
  • เงินก้อนนี้เป็นเงินที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในระยะสั้นหรือไม่?
  • ผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะซื้อสอดคล้องกับเป้าหมายหรือไม่?
  • ฉันเข้าใจเงื่อนไขการถือครองและการใช้สิทธิของผลิตภัณฑ์นั้นแล้วหรือยัง?
  • ถ้าไม่ซื้อเพื่อภาษี ฉันยังต้องการผลิตภัณฑ์นี้อยู่หรือไม่?

คำถามข้อสุดท้ายสำคัญมาก: ถ้าไม่มีสิทธิลดหย่อนภาษี คุณยังเลือกสิ่งนี้อยู่ไหม?

มุมมองของ Vikorn Planner

สำหรับผม การวางแผนภาษีที่ดีไม่ใช่การพยายามทำให้ "ภาษีเป็นศูนย์" แต่คือการจัดสรรเงินให้เกิดประโยชน์หลายด้านพร้อมกัน ทั้งภาษี การลงทุน การบริหารความเสี่ยง และเป้าหมายชีวิต

เพราะสุดท้ายแล้ว เงินที่เราจ่ายออกไปควรมีหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเงินเกษียณ ป้องกันความเสี่ยง หรือสร้างสินทรัพย์ระยะยาว

สิทธิลดหย่อนจึงควรเป็น "หนึ่งในเงื่อนไขของการตัดสินใจ" ไม่ใช่ "เหตุผลเดียวที่ทำให้เราตัดสินใจซื้อ"

สรุป: ก่อนถามว่า "ซื้ออะไรลดภาษีดี?" ให้ถาม 4 คำถามนี้ก่อน

  1. ปีนี้เรามีรายได้และเงินได้สุทธิประมาณเท่าไหร่?
  2. เรามีสิทธิลดหย่อนอะไรที่ใช้ไปแล้วและเหลืออยู่บ้าง?
  3. เงินก้อนที่กำลังจะใช้ มีเป้าหมายอะไร?
  4. ถ้าไม่มีเรื่องภาษี เราจะยังเลือกเครื่องมือนี้อยู่หรือไม่?

การเงินที่ดี เริ่มที่แผน ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์

❓ คำถามที่พบบ่อย

ต้องใช้สิทธิลดหย่อนให้เต็มทุกปีหรือไม่?
ไม่จำเป็นครับ สิทธิลดหย่อนเป็นเพดานของสิทธิ ไม่ใช่เป้าหมายที่ต้องใช้ให้เต็ม หากการนำเงินไปซื้อทำให้สภาพคล่องตึงตัว หรือไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย การไม่ซื้อเพิ่มอาจเป็นคำตอบที่เหมาะกว่า
เงินเดือน 100,000 บาทต่อเดือน ควรซื้อ RMF หรือ Thai ESG เท่าไหร่?
ยังตอบจากเงินเดือนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูรายได้ทั้งปี รายได้ประเภทอื่น ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนเดิม สิทธิที่ใช้ไปแล้ว และเงินที่พร้อมลงทุนจริงก่อน จึงจะประเมินจำนวนที่เหมาะสมได้
RMF กับ Thai ESG ใช้วงเงินเดียวกันหรือไม่?
ไม่ใช่วงเงินเดียวกัน โดยหลัก Thai ESG ในปี 2569 มีเพดานของตัวเอง ขณะที่ RMF อยู่ในกลุ่มการออมเพื่อเกษียณที่มีเพดานรวม 500,000 บาท จึงต้องคำนวณสิทธิของแต่ละกลุ่มแยกกันและตรวจเงื่อนไขของปีภาษีที่ใช้สิทธิ
ประกันที่ซื้อเพื่อใช้สิทธิลดหย่อน ต้องซื้อเพราะภาษีเป็นหลักหรือไม่?
ไม่ควรครับ ประกันควรตอบโจทย์เรื่องความคุ้มครองหรือเป้าหมายทางการเงินก่อน ส่วนสิทธิภาษีเป็นประโยชน์ประกอบการตัดสินใจ เมื่อไม่มีความจำเป็นด้านประกันหรือแผนการเงิน การซื้อเพียงเพื่อให้ใช้สิทธิเต็มอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม

บทความและเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้และข้อมูลเบื้องต้น หลักเกณฑ์ภาษีและเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกฎหมาย ประกาศของกรมสรรพากร/ก.ล.ต. และเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ ณ วันที่ใช้สิทธิก่อนตัดสินใจ สำหรับการวางแผนเฉพาะบุคคล ควรพิจารณารายได้ ค่าใช้จ่าย สภาพคล่อง เป้าหมาย และสิทธิที่ใช้ไปแล้วของแต่ละคน

วิกรณ์ คุณศรีรักษ์สกุล นักวางแผนการเงิน CFP®

วิกรณ์ คุณศรีรักษ์สกุล

นักวางแผนการเงิน CFP®

อดีตวิศวกรและผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ประสบการณ์กว่า 20 ปี นำการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบมาวางแผนการเงิน เกษียณ ภาษี ลงทุน และประกัน รู้จักผู้เขียนเพิ่มเติม

อ่านต่อ

ต้องการวางแผนการเงิน?

vikorn.planner พร้อมช่วยออกแบบแผนการเงินที่ตอบโจทย์ทุกเป้าหมายชีวิตของคุณ