วางแผนเกษียณวางแผนลงทุนวางแผนการเงิน9 ส.ค. 2569 • อ่าน 5 นาที

💰 ซื้อหุ้นกู้กินดอกเบี้ยหลังเกษียณ ดีไหม? วิธีสร้างกระแสเงินสดให้มั่นคง (พร้อมรับมือความเสี่ยงที่คาดไม่ถึง)

โดย วิกรณ์ คุณศรีรักษ์สกุล นักวางแผนการเงิน CFP® — vikorn.planner




💡 สรุปให้สำหรับคนไม่มีเวลา (Key Takeaway):

การซื้อหุ้นกู้เพื่อกินดอกเบี้ยหลังเกษียณคือวิธีสร้างรายได้ที่ยอดเยี่ยม แต่ "ไม่ควรทุ่มเงินทั้งหมดไว้ในหุ้นกู้เพียงอย่างเดียว" ผู้เกษียณควรเลือกหุ้นกู้ระดับ Investment Grade (BBB- ขึ้นไป) กระจายการลงทุนในหลายบริษัท และควรมีสินทรัพย์ที่เติบโตได้ เช่น หุ้นคุณภาพดี หรือทองคำ ติดพอร์ตไว้เพื่อเอาชนะเงินเฟ้อและรักษาอำนาจการซื้อในระยะยาว


การมีเงินก้อนหลังเกษียณถือเป็นความสำเร็จขั้นหนึ่งของชีวิต แต่โจทย์ที่ท้าทายกว่าคือ “เราจะจัดการเงินก้อนนั้นอย่างไร ให้มีรายได้ใช้ไปตลอดชีวิต?”

หนึ่งในสินทรัพย์ที่คนวัยเกษียณนิยมมากที่สุดคือ "หุ้นกู้" เพราะให้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากทั่วไป และมีความผันผวนด้านราคาน้อยกว่าหุ้นธรรมดา ในบทความนี้ เราได้สรุปแนวคิดการจัดพอร์ตหุ้นกู้สำหรับวัยเกษียณอย่างเป็นระบบ จากข้อมูลเชิงลึกของ คุณกิ๊ก กสิน สุธรมนัส ผู้ร่วมก่อตั้ง Finnomena และผู้เชี่ยวชาญด้านตราสารหนี้ (จากรายการ พร้อมเกษียณ EP.5) มาแบ่งปันกันครับ


ทำไม "หุ้นกู้" ถึงเหมาะสำหรับสร้างรายได้หลังเกษียณ?



จุดเด่นที่สุดของหุ้นกู้คือการสร้าง กระแสเงินสดสม่ำเสมอ (Regular Income) โดยปกติบริษัทจะจ่ายดอกเบี้ยทุกๆ 3 หรือ 6 เดือน ซึ่งตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการรายได้ประจำ (Passive Income) เพื่อนำมาวางแผนค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน


อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้มีข้อจำกัดตรงที่ "ผลตอบแทนถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าตายตัว" เช่น หากคุณซื้อหุ้นกู้ที่ให้ดอกเบี้ย 4% คุณก็จะได้รับผลตอบแทนในระดับนั้นไปจนครบกำหนดอายุ แตกต่างจากหุ้นที่มีโอกาสเติบโตตามกำไรของบริษัท ดังนั้น หุ้นกู้จึงควรทำหน้าที่เป็น "ฐานรายได้ที่มั่นคง" แต่ไม่ควรเป็นสินทรัพย์เพียงชิ้นเดียวในพอร์ตเกษียณของคุณ


⚠️ 3 ความเสี่ยงของหุ้นกู้ ที่คนวัยเกษียณมักมองข้าม


เพื่อการวางแผนที่รัดกุม นี่คือความเสี่ยง 3 ด้านที่คุณต้องประเมินและหาทางรับมือ

ประเภทความเสี่ยง ผลกระทบที่เกิดขึ้น วิธีรับมือ
1. เงินเฟ้อ (Inflation) อัตราเงินเฟ้อไทยเฉลี่ย 2.2% ต่อปี หากได้ดอกเบี้ยต่ำกว่านี้ เงินต้นจะเสื่อมค่า ซื้อของได้น้อยลง แบ่งเงินส่วนหนึ่งลงทุนในสินทรัพย์เติบโต เช่น หุ้น หรือ ทองคำ
2. ภาษีดอกเบี้ย (Tax) ดอกเบี้ยหุ้นกู้จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ทำให้เงินที่เข้ากระเป๋าจริงน้อยกว่าตัวเลขหน้าหนังสือชี้ชวน คำนวณรายรับจาก ผลตอบแทนสุทธิหลังหักภาษี เสมอเวลาทำแผนรายจ่าย
3. การผิดนัดชำระหนี้ (Default) หากบริษัทล้มละลายหรือไม่มีเงินจ่ายหนี้ อาจทำให้สูญเสียเงินต้นจำนวนมาก เลือกลงทุนเฉพาะหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) สูงๆ และกระจายการลงทุน

🎯 4 เทคนิคเลือกหุ้นกู้เข้าพอร์ตเกษียณ (ให้เงินต้นปลอดภัย)


  • เลือกเฉพาะระดับ Investment Grade: ควรลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตตั้งแต่ BBB- ขึ้นไป ซึ่งเป็นระดับที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงในเกณฑ์ที่รับได้

  • มองหาบริษัทที่ “มีเงินคืน” ไม่ใช่โตเร็วที่สุด: โฟกัสที่บริษัทมีกระแสเงินสด (Cash Flow) สม่ำเสมอ ภาระหนี้ไม่สูงเกินไป และมีความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยตรงเวลา

  • ตลาดรองอาจคุ้มค่ากว่าการจอง IPO: นักลงทุนมักแย่งกันจองหุ้นกู้ใหม่ (IPO) แต่ความจริงแล้ว ตลาดรอง (Secondary Market) อาจมีหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทน (Yield) สูงกว่า และมีอายุคงเหลือสั้นกว่า ช่วยลดความเสี่ยงด้านระยะเวลาได้ดีเยี่ยม

  • ใช้ระบบไร้ใบ (Scripless): การถือหุ้นกู้แบบเอกสารกระดาษอาจทำให้เกิดความยุ่งยากหากต้องขายฉุกเฉิน การใช้ระบบ Scripless เข้าพอร์ตฝากไว้กับโบรกเกอร์ จะช่วยให้ซื้อขายในตลาดรองได้รวดเร็วและมีสภาพคล่องมากกว่า

📊 ตัวอย่างการจัดพอร์ตเกษียณ 10 ล้านบาท ด้วยหุ้นกู้

สมมติว่าคุณมีเงินก้อน 10 ล้านบาท และเลือกลงทุนในหุ้นกู้คุณภาพดีที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4% ต่อปี


  • เงินลงทุน: 10,000,000 บาท

  • ดอกเบี้ยรับต่อปี: 400,000 บาท (ก่อนหักภาษี)

  • รายได้เฉลี่ยต่อเดือน: ประมาณ 33,333 บาท


*หมายเหตุ: ตัวเลขนี้คือรายได้ก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ผู้เกษียณต้องอย่าลืมเผื่อเหลือเผื่อขาดสำหรับภาษีและผลกระทบจากเงินเฟ้อในแต่ละปีด้วยครับ*

🛡️ พอร์ตเกษียณที่แข็งแกร่ง "ต้องไม่ทุ่มเทให้หุ้นกู้เพียงอย่างเดียว"


การเกษียณอาจกินระยะเวลายาวนานถึง 20–30 ปี เพื่อป้องกันไม่ให้เงินต้นถูกเงินเฟ้อกัดกินจนหมด พอร์ตของคุณควรมีการกระจายความเสี่ยง (Asset Allocation) ในสินทรัพย์หลายประเภท ดังนี้:


  1. หุ้นกู้คุณภาพดี: เพื่อสร้างกระแสเงินสดและเป็นฐานที่มั่นคง

  2. กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น: เพื่อสภาพคล่อง ใช้พักเงิน

  3. หุ้นปันผล หรือ กองทุนรวมหุ้น: เพื่อสร้างการเติบโตและเอาชนะเงินเฟ้อ

  4. ทองคำ หรือ อสังหาริมทรัพย์ (REITs): เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสภาวะเศรษฐกิจ

  5. เงินสดสำรองฉุกเฉิน: สำคัญมาก! สำหรับค่ารักษาพยาบาลหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

หากคุณมีเงินเกษียณ 10 ล้านบาท คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ “เราจะได้ดอกเบี้ยกี่เปอร์เซ็นต์?” แต่คือ “เงินก้อนนี้จะดูแลชีวิตเราไปได้อีกกี่ปี?”

การเลือกหุ้นกู้ที่มีคุณภาพ กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และไม่ลืมที่จะรักษาการเติบโตของเงินต้นเพื่อสู้กับค่าครองชีพ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้คุณมีกระแสเงินสดใช้อย่างต่อเนื่อง และทำให้คุณนอนหลับสบายไร้กังวลได้ในทุกๆ คืนของการเกษียณครับ

❓ คำถามที่พบบ่อย

หุ้นกู้ปลอดภัยกว่าหุ้นธรรมดาจริงหรือไม่?
ดยทั่วไปหุ้นกู้มีความผันผวนของราคาน้อยกว่าหุ้นธรรมดา แต่ไม่ได้แปลว่าไร้ความเสี่ยง หุ้นกู้ยังมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk) ซึ่งอาจทำให้สูญเสียเงินต้นได้ จึงต้องเน้นบริษัทที่มีเครดิตเรทติ้งที่ดี
หากหุ้นกู้ที่ถืออยู่ ถูกลดอันดับเครดิตควรทำอย่างไร?
หากถูกปรับลดลงมาต่ำกว่าระดับ BBB- (กลายเป็น Non-Investment Grade) ควรประเมินสถานการณ์ของบริษัทนั้นทันที และอาจต้องพิจารณาลดสัดส่วนหรือขายขาดทุนบางส่วนในตลาดรองเพื่อรักษาเงินต้นส่วนใหญ่เอาไว้
อยากได้ดอกเบี้ย 6% - 7% ต่อปีจากหุ้นกู้ เหมาะกับผู้เกษียณไหม?
ดอกเบี้ยที่สูงระดับนี้ มักมาพร้อมกับหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูง (High Yield Bond) สำหรับผู้เกษียณแล้ว "ความปลอดภัยของเงินต้น" สำคัญกว่าผลตอบแทนที่สูงเกินไป จึงไม่แนะนำให้ลงทุนในสัดส่วนที่เยอะจนเกินความเสี่ยงที่รับได้
ควรมีหุ้นกู้กี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตเกษียณ?
ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นอยู่กับอายุ ภาระค่าใช้จ่าย และระดับความเสี่ยงที่รับได้ แต่ตามหลักการทั่วไป ไม่ควรทุ่มเงิน 100% ไว้ในสินทรัพย์ประเภทเดียว ควรแบ่งไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นเพื่อกระจายความเสี่ยงเสมอ

ขอบคุณแนวคิดจากรายการ “พร้อมเกษียณ EP.5” และคำแนะนำของคุณกิ๊ก กสิน สุธรมนัส

📊 อยากวางแผนพอร์ตเกษียณให้สร้าง Passive Income อย่างปลอดภัย?

เราช่วยออกแบบพอร์ตหุ้นกู้และกระจายสินทรัพย์ที่เหมาะกับเป้าหมายของคุณ

⚠️ ข้อควรระวัง (Disclaimer): บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้และข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน ภาษี ประกัน หรือกฎหมายเฉพาะบุคคล ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต อัตราและเงื่อนไขต่างๆ อาจเปลี่ยนแปลงได้ ผู้อ่านควรศึกษารายละเอียดและความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์การเงินอย่างรอบคอบ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ